วิธีบำรุงผิว หลายคนคงรู้จักกันดีแล้วเนอะ

 วิธีบำรุงผิว หลายคนคงรู้จักกันดีแล้วเนอะ วิตามินซี เชื่อว่าหลายคนกินมานานแล้วเหมือนกัน เมเองก็กินมานานมากกกกกกก มันช่วยเรื่องภูมิต้านทาน ป้องกันไม่ให้เป็นหวัด ร่างกายแข็งแรง หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว วิธีบำรุงผิว บางคนก็บอก ช่วยให้ผิวขาวใส บางคนก็บอกไม่เห็นผลเรื่องผิวมาดูกันก่อน ว่ามันช่วยเรื่องอะไรบ้าง วิธีบำรุงผิว.

วิธีบำรุงผิว

วิธีบำรุงผิว ประโยชน์ของวิตามินซี

- วิตามินซีช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด

- วิตามินซีช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้นเนื่องจากวิตามินซีช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล

- ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรงโดยวิตามินซีจะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว

- เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็งได้

- ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจกเนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ

- บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัสทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ

ประโยชน์ของวิตามินซีที่ดีกับร่างกายและผิว

1.ช่วยยับยั้งการลำเลียงเม็ดสีขึ้นไปบนผิวหนัง ผิวจะกระจ่างใสขึ้น

2.ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนจึงช่วยให้ริ้วรอยตื้นขึ้นได้เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง

3.วิตามินซี ช่วยปกป้องผิวจากกันรังสียูวีได้ วิธีบำรุงผิว
ผลจากการทาน ร่างกายเเข็งแรง ร่างกายมีภูมิต้านทานเยอะขึ้น เวลาอากาศเปลี่ยน หรือ เข้าหน้าหนาว ก็ไม่ค่อยเป็นหวัด เมแทบจะไม่เป็นเลย จริงๆเมเป็นภูมิแพ้อากาศด้วย แบบว่าแสบคอง่ายเป็นหวัดง่าย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเป็น วิธีบำรุงผิว.

 

หน้าแพ้ง่าย ปัจจุบันนี้เราจะพบว่าสาว ๆ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องของผิวแพ้ง่าย

หน้าแพ้ง่าย ปัจจุบันนี้เราจะพบว่าสาว ๆ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องของผิวแพ้ง่าย หน้าแพ้ง่าย ใช้อะไรก็แพ้ไปหมด จนไม่กล้าใช้อะไรกับผิวหน้า ลองมาดูกันว่าต้นเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร และเราจะแก้ปัญหาผิวแพ้ง่ายหรืออาการระคายเคืองต่าง ๆ ได้อย่างไร รวมถึงวิธีการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพผิวอย่างถูกต้องค่ะ หน้าแพ้ง่าย.

หน้าแพ้ง่าย

หน้าแพ้ง่าย หลายคนเข้าใจว่าผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองเป็นเรื่องเดียวกัน พอผิวมีอาการระคายเคืองก็เหมารวมไปว่าเป็นคนผิวแพ้ง่ายไว้ก่อน ซึ่งความจริงแล้วอาจเป็นเพียงแค่ปฏิกิริยาระคายเคืองที่เกิดจากส่วนผสมบางอย่างในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบได้ในน้ำหอม สารกันเสียในเครื่องสำอาง น้ำยาย้อมผม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารเคมีอื่น ๆ อีกมากที่พบได้ในสาขาอาชีพที่แตกต่างกันหรือการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน เช่น เภสัชกร ทันตแพทย์ หรือผู้ที่ทำงานในโรงงาน ทำงานกับสารเคมี ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่คือ ผื่นแดง คัน เป็นผื่นเม็ดนูนใส หรือมีรอยคล้ำคล้ายฝ้า และเมื่อรักษาจนหายแล้วไม่ว่าจะนานแค่ไหนถ้ากลับไปสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการแพ้อีก เซลล์ในร่างกายก็จะถูกกระตุ้นให้กลับมาทำปฏิกิริยาต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในคนที่มีผิวแห้ง

ส่วนผิวที่ระคายเคืองง่ายมีปัญหาพื้นฐานมาจากผิวที่แห้งมากซึ่งอาจเกิดจากผิวแห้งโดยกำเนิด ผิวแห้งเนื่องจากวัยที่เพิ่มขึ้น ความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคภูมิแพ้ การใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในความเข้มข้นสูง การอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา การลอกหน้าขัดหน้า การใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทต่อต้านริ้วรอยหรือผลัดเซลล์ผิวเก่าซึ่งส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ เรตินอล (กรดวิตามินเอ) กรดเอเอชเอ และบีเอชเอ การโดนแสงแดดจัดและมลภาวะเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ผิวอ่อนแอและไวต่อสารบางชนิด ซึ่งเมื่อสัมผัสกับผิวจะเกิดอาการแห้ง ลอก ทำให้ใช้เครื่องสำอางต่าง ๆ ได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถใช้สารตัวนั้น ๆ ได้อีก เพราะในขณะนั้นผิวอาจกำลังอ่อนแอ ซึ่งหากสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้นด้วยการบำรุงผิว ให้ความชุ่มชื้น จนผิวกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมก็อาจใช้ผลิตภัณฑ์ทั่ว ๆ ไปได้ตามปกติ หน้าแพ้ง่าย

วิธีการเริ่มใช้เครื่องสำอางอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

1. เริ่มใช้เครื่องสำอางทีละอย่างก่อน ไม่ว่าตอนซื้อจะซื้อมากี่ชนิด อย่างน้อย 2 – 3 วัน
2. ถ้าไม่มีอาการระคายเคือง หรือผื่นแดง ค่อยเริ่มใช้ชิ้นที่สอง ต่ออีก 2 – 3 วัน
3. ถ้าใช้แล้วมีผื่นแดง คัน ให้สังเกตว่าเริ่มมีผื่นแดงเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ชิ้นใด และควรหยุดใช้ แล้วปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

การทดสอบผื่นแพ้สัมผัส (Patch Test)

เป็นวิธีการทดสอบอาการแพ้สารเคมีที่ทำให้เกิดผื่นแพ้ผิวหนังจากการสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม ครีมทาผิว เสื้อผ้า โลหะ เครื่องประดับ เกสรดอกไม้ แมลง ฝุ่น ฯลฯ ซึ่งหากเราสงสัยว่าแพ้สารตัวใด ก็สามารถนำมาทดสอบได้ โดยเจ้าหน้าที่ทดสอบจะนำสารที่ผู้ป่วยนำมารวมทั้งสารที่แพทย์เลือกชนิดที่คาดว่าจะสัมพันธ์กับอาการผื่นแพ้ เป็นสารที่เราสัมผัสบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันหรือเป็นสารประกอบหลักในเครื่องสำอางโดยมีความเข้มข้นเหมาะสมสำหรับการทดสอบโดยไม่มีผลข้างเคียง เริ่มด้วยการหยอดสารลงในแผ่นหลุมอลูมิเนียม (Finn Chamber) แล้วแปะพลาสเตอร์ที่แผ่นหลังส่วนบนเพราะเป็นส่วนที่มีปฏิกิริยาต่อการแพ้ได้มากที่สุด โดยพยายามรักษาบริเวณที่ทดสอบให้แห้ง หลังจาก 48 ชั่วโมงจึงดึงเทปทดสอบออก สามารถโดนน้ำได้แต่ไม่ควรฟอกสบู่บริเวณที่ได้รับการทดสอบ จากนั้นไปพบแพทย์เพื่ออ่านผล บริเวณที่แพ้จะมีผื่นแดง คัน อย่างไรก็ตามผื่นเหล่านี้อาจเกิดจากการระคายเคืองก็ได้ ซึ่งหากเกิดอาการแพ้รุนแรงแพทย์ก็จะทำการรักษาให้หายต่อไป
สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าแพ้เครื่องสำอางหรือไม่ สามารถลองทดสอบด้วยตนเองก่อนอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธี Open Test โดยการทาผลิตภัณฑ์ที่ท้องแขนทุกเช้าเย็นหลังอาบน้ำ หากเกิดผื่นขึ้นภายใน 7 – 10 วัน ควรกลับมาพบแพทย์เพราะแสดงว่ามีโอกาสแพ้ได้ หน้าแพ้ง่าย.

ภูมิแพ้ผิวหนัง ผิวหนัง (Skin) เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มทุกส่วนของร่างกาย

ภูมิแพ้ผิวหนัง ผิวหนัง (Skin) เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มทุกส่วนของร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกเรียกว่า หนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นในซึ่งเรียกว่า หนังแท้ (Dermis) ภูมิแพ้ผิวหนัง
ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางมีความหนาตั้งแต่ 0.05 มิลลิเมตร (มม.) ไปจนถึง 1.5 มม. ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นผิวหนังในส่วนใดของร่างกาย ซึ่งผิวหนังที่บางที่สุดคือ หนังตา ส่วนผิวหนังที่หนาที่สุดคือ ผิวหนังส่วนส้นเท้า ภูมิแพ้ผิวหนัง.

ภูมิแพ้ผิวหนัง
ภูมิแพ้ผิวหนัง หนังกำพร้า ประกอบด้วยเซลล์ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ชนิดที่ผลัดตัวลอกได้เมื่อเป็นเซลล์ตัวแก่ คือ เซลล์ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) นอกจากนั้นยังประกอบด้วยเซลล์สำคัญอีกสองชนิดคือ เซลล์ชนิดเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด โดยมีเม็ดสีเพื่อดูดซับรังสียูวี (UV radiation) และเซลล์ชนิดเมอร์เคล (Merkel cell) ซึ่งเป็นเซลล์รับสัมผัสจากการกดเบียดทับหรือการสัมผัสอย่างเบาๆ ทั้งนี้เซลล์ทั้งสามชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ตามชนิดต่างๆของเซลล์เหล่านั้นคือ มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (เกิดจากเซลล์ชนิดเมลาโนไซต์) ที่มีความรุนแรงโรคสูง ชนิดเมอร์เคล (เกิดจากเซลล์ชนิดเมอร์เคล) ที่มีความรุน แรงโรคปานกลาง และชนิดเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว ซึ่งมีความรุนแรงโรคต่ำกว่ามะเร็งทั้งสองชนิดที่กล่าวแล้ว ภูมิแพ้ผิวหนัง.
นอกจากนั้นในหนังกำพร้ายังมีเซลล์ชนิดช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่อผิวหนังและต่อร่างกายด้วยเรียกว่า เซลล์ลานเกอร์ฮานส์ (Langerhans cell) หนังแท้ ประกอบด้วยเซลล์สำคัญคือ เซลล์ในกลุ่มเนื้อเยื่ออ่อน (Soft tissue) เช่น เซลล์ไฟ โบรบลาส (Fibroblast) ซึ่งสร้างคอลลาเจนและเพื่อคงการยืดหยุ่น ความแข็งแรง และรูปทรงของผิวหนัง นอกจากนั้นยังประกอบด้วยหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง และเส้นประสาทต่างๆ
ในหนังแท้ยังมีต่อมต่างๆหลายชนิดเพื่อสร้างไขมัน สร้างเหงื่อ สร้างกลิ่น และสร้างขน เพื่อการหล่อเลี้ยง ปกป้องผิวหนัง ช่วยผิวหนังในการทำหน้าที่ต่างๆ และช่วยร่างกายขับของเสียออกทางเหงื่อ ภูมิแพ้ผิวหนัง.

 

 

 

หลอดเลือดอุดตัน เมื่อนึกถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

หลอดเลือดอุดตัน เมื่อนึกถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดอุดตัน หลายท่านจะนึกถึงคนรู้จักที่ยังเห็นหน้ากันดีๆอยู่ ได้ข่าวอีกทีก็อยู่ ICU หรือจากไปโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไร ซึ่งเป็นลักษณะของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ป่วยซึ่งเริ่มมีเส้นเลือดตีบอาจจะไม่มีอาการอะไรแสดงออกมา หลอดเลือดอุดตัน.

หลอดเลือดอุดตัน

หลอดเลือดอุดตัน จนกระทั่งเส้นเลือดตีบมากขึ้น หัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายหรือทำอะไรรีบๆ กลุ่มอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้แก่

ไม่มีอาการ เนื่องจากเส้นเลือดยังตีบไม่มากพอที่จะเกิดอาการ หลอดเลือดอุดตัน
อาการแน่นหน้าอกเรียก Angina อาการเจ็บหน้าอกจะเจ็บขณะที่ออกกำลังกายหรือทำงานหนักๆจนต้องหยุดกิจกรรม เมื่อพักก็จะหายปวด เมื่อเริ่มกิจกรรมใหม่ด้วยระยะทางเท่าเดิมก็จะเจ็บหน้าอกเหมือนเดิม เมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาการเจ็บหน้าอกจะมากขึ้น ระยะทางที่เริ่มเจ็บหน้าอกจะน้อยลง เจ็บนานขึ้น เจ็บหนักขึ้น อมยาไม่ค่อยหายปวด บางครั้งเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
หายใจหอบ ผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่จะมีอาการหอบหืดจากโรคหัวใจวาย
ผู้ป่วยมาด้วยอาการ Heart attack คือมีการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบเฉียบพลัน เหงื่อออก เป็นลม เป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
ลักษณะอาการทางคลินิกของกล้ามเนื้อหัวใจตายจากขาดเลือดขาดเลือด NSTEMI

อาการเจ็บหน้าอก
ลักษณอาการที่สำคัญของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด Unstable angina/NonQ Myocardial infarction หลอดเลือดอุดตัน.

รักษาไมเกรน อาการปวดหัวนั้นมีหลากหลาย

 รักษาไมเกรน อาการปวดหัวนั้นมีหลากหลาย บ้างก็ปวดหัวตรงกลาง บ้างก็ปวดตรงขมับ มึน งง เวียนศีรษะ รักษาไมเกรน หรือแม้กระทั่งปวดหัวข้างเดียวอย่างที่รู้จักในชื่อ “ไมเกรน” หรือ ลมตะกัง ซึ่งหลาย ๆ คนมีอาการเช่นนี้อยู่ จึงรู้ดีว่ามันทุกข์ทรมานมากขนาดนี้ นิตยสารหมอชาวบ้าน มีข้อเท็จจริงน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนมาบอกกัน รักษาไมเกรน.

รักษาไมเกรน

รักษาไมเกรน

1. สาเหตุ

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด ทราบว่าไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างทางกาย (รวมทั้งสมอง) แต่ทุกครั้งที่กำเริบ จะมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและกลไกทางประสาทภายในสมองและบริเวณใบหน้า กล่าวคือ หลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะหดตัว ในขณะที่หลอดเลือดภายนอกกะโหลกศีรษะ (เช่น ที่ขมับ) พองตัว และประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด ทำให้มีอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะจำเพาะและอาการต่าง ๆ ร่วมด้วย

โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นไมเกรนด้วย

2. สาเหตุกระตุ้น (เหตุกำเริบ / สิ่งกระตุ้น)

โรคนี้มักมีอาการปวดศีรษะกำเริบเป็นครั้งคราว ทุกครั้งที่กำเริบ มักจะมีสาเหตุกระตุ้นล่วงหน้า เป็นชั่วโมงถึง 2วันเสมอ ผู้ป่วยควรสังเกตว่ามีอะไรเป็นเหตุกำเริบ หรือสิ่งกระตุ้นบ้าง (มักมีได้มากกว่า 1 อย่าง) เช่น

ทางตา : แสงแดด แสงจ้า แสงระยิบระยับ การใช้สายตาเคร่งเครียดหรือลายตา (เช่น จ้องจอ คอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือนาน ๆ)

ทางหู : เสียงดัง เสียงจอแจ รักษาไมเกรน

ทางจมูก : กลิ่นต่าง ๆ รวมทั้งกลิ่นน้ำหอม ควันบุหรี่

ทางลิ้น : อาหาร (เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หมูแฮม ไส้กรอก ถั่ว กล้วยหอม ช็อกโกแลต ผงชูรส น้ำตาลเทียม-แอสพาร์เทม (aspartame) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มกาแฟมาก เป็นต้น) ยาเม็ดคุมกำเนิด ยานอนหลับ

ทางกาย (กายภาพ) : อากาศร้อนจัด เย็นจัด อบอ้าว หิวจัด อิ่มจัด อดนอน นอนมาก (ตื่นสาย) ร่างกายเหนื่อยล้า ประจำเดือนมา มีไข้สูง มีอาการเจ็บปวดที่ต่าง ๆ (เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟัน)

ทางใจ : เครียด กังวล คิดมาก ซึมเศร้า

3. อาการที่โดดเด่น

คือ มีอาการปวดตุบ ๆ (ตามจังหวะชีพจร) ที่ขมับข้างเดียว (พบได้ร้อยละ 70-80) หรือ 2 ข้าง (พบได้ร้อยละ 20-30) แต่ละครั้งจะปวดติดต่อกันนาน 4-72 ชั่วโมง (ในกรณีที่ปวดข้ามคืน ช่วงนอนหลับจะทุเลาชั่วคราว พอตื่นนอนก็จะปวดต่อ) แม้ไม่ได้กินยา เมื่อปวดถึงจังหวะหนึ่งก็จะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง แต่ถ้ารีบกินยาแก้ปวดเมื่อเริ่มมีอาการกำเริบ ก็จะช่วยให้ทุเลาได้เร็ว

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้ร่วมกับปวดศีรษะ และมักจะปวดแรงขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ได้ยินเสียงดัง เห็นแสงจ้า ฝืนทำงาน เคลื่อนไหวร่างกาย หรือขึ้นลงบันได ผู้ป่วยมักจะหยุดพักและหลบเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าว เช่น นั่งหรือนอนพักในห้องที่อากาศสบาย ๆ สลัว ๆ เงียบ ๆ ถ้าได้หลับสักตื่นอาการปวดมักจะทุเลา

ขณะปวดเต็มที่ มักคลำได้หลอดเลือดที่ขมับข้างที่ปวดพองตัว บางครั้งหลังปวดเต็มที่แล้ว อาจมีอาการอาเจียน แล้วการปวดก็จะค่อยทุเลาไป

บางราย ก่อนปวดอาจมีอาการเตือนก่อนปวด คือ มีอาการทางสายตา (aura) เช่น ตาพร่า ตาลาย เห็นแสงสีรุ้ง เห็นดวงขาว ๆ หรือมองเห็นภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติประมาณ 15-30 นาที นำร่องมาก่อน และจะหายไปเมื่อเริ่มเกิดอาการปวดศีรษะ

อาการปวดหัว

4. การดำเนินของโรค

มักมีอาการครั้งแรกตอนวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว (ในวัยเด็กเล็ก อาจมีอาการเมารถ เมาเรือง่าย มาก่อน) อาการปวดมักกำเริบเป็นครั้งคราวเมื่อถูกเหตุกำเริบหรือสิ่งกระตุ้น อาจเดือนละครั้งหรือหลายครั้ง หรือนาน ๆ ที ส่วนใหญ่มักมีโอกาสกำเริบไปตลอดชีวิต บางรายอาจหายขาด เมื่อพ้นวัย 55 ปีไปแล้ว

ผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อยมาก (เช่น ปวดแทบทุกวัน) อาจมีโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลร่วมด้วย

5. อันตรายของโรค

โดยทั่วไป ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายใด ๆ ยกเว้น หญิงที่เป็นไมเกรนแบบมีอาการเตือน คือ มีอาการสายตา (aura) นำร่องก่อนปวด หากสูบบุหรี่ หรือกินยาเม็ดคุมกำเนิด ก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมพาตครึ่งซีก) ได้มากกว่าคนทั่วไป

6. การรักษา

1. รีบกินยาบรรเทาปวด (เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด) ทันทีที่เริ่มมีอาการ อย่ารอให้ปวดนานเกิน 30 นาที จะได้ผลน้อย ผู้ป่วยจำเป็นต้องพกยาแก้ปวดติดตัว จะได้กินทันทีที่เริ่มมีอาการ

2. หาทางนอนพัก หรือนั่งพัก

3. หลีกเลี่ยงที่ที่อบอ้าว มีแสงจ้าหรือเสียงดัง หยุดการเคลื่อนไหวร่างกาย และการเดินขึ้นลงบันได

ถ้าคลื่นไส้มาก ให้กินยาแก้คลื่นไส้อาเจียน (ตามคำแนะนำของหมอ) ควบไปด้วย ในกรณีที่ใช้พาราเซตามอลไม่ได้ผล (พบได้ประมาณร้อยละ 20-30) แพทย์อาจให้ยาบรรเทาชนิดอื่น เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ทามาดอล (tamadol) เออร์โกทามีน (ergotamine) ชูมาทริปแทน (sumatriptan) เป็นต้น ซึ่งควรกินเป็นครั้งคราวเฉพาะเวลาปวด

ปวดหัวไมเกรน

7. การป้องกัน

ควรสังเกตว่ามีอะไรเป็นเหตุกำเริบหรือสิ่งกระตุ้น (มักมีมากกว่า 1 อย่าง) แล้วหาทางหลีกเลี่ยงเสีย

ถ้าเป็นบ่อยหรือรุนแรงจนเสียงาน แพทย์จะให้ยากินป้องกันนาน ครั้งละ 3-6 เดือน ยาป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) นอร์ทริปไทลีน (nortriptyline) โพรพราโนลอล (propranolol) อะทิโนลอล (atenolol) โทพิราเมต (topiramate) ยาเหล่านี้อาจมีข้อระวังในการใช้ จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วย แต่ละรายที่อาจมีภาวะสุขภาพหรือมีการใช้ยาอื่น ๆ อยู่ก่อน ซึ่งอาจเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้

ตัวอย่างโรคที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดมากคล้ายไมเกรน

1. ปวดศีรษะจากความเครียด (tension headache) เกิดจากมีจิตใจเครียด วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับ กล้ามเนื้อ รอบศีรษะ หรือบริเวณท้ายทอยตึงตัว (เกร็งแข็ง) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหนัก ๆ มึน ๆ บริเวณรอบศีรษะหรือท้ายทอยติดต่อกันนานเป็นชั่วโมง ๆ เป็นวัน ๆ หรือเป็นสัปดาห์ โดยปวดพอทนอย่างคงที่ต่อเนื่อง และยังทำกิจวัตรประจำวันได้ จะทุเลาเมื่อหายเครียดหรือได้ยาบรรเทา (ไม่ปวดแรงขึ้น ๆ จนต้องหยุดงานไม่ปวดตุบ หรือปวดขมับข้างเดียว หรือคลื่นไส้แบบที่พบในไมเกรน)

2. เนื้องอกสมอง (brain tumor) พบได้ในคนทุกวัย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหน่วง ๆ ตึง ๆ ทั่วศีรษะตอนเช้ามืด (ขณะกำลังตื่นนอน) พอตกสาย ไปทำงานหรือเรียนหนังสือก็หายไปเอง เป็นแบบนี้อยู่ทุกเช้า นานเป็นสัปดาห์ ๆ ซึ่งจะปวดนานและแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต่อมาอาจกลายเป็นปวดแทบทั้งวัน หรือปวดรุนแรง มีอาการอาเจียนบ่อย อาจมีอาการเดินเซ แขนขากระตุกหรืออ่อนแรงตามมาในที่สุด (ไม่มีอาการปวดตุบ ๆ หรือปวดขมับข้างเดียวเป็นครั้งคราวแบบไมเกรน)

3. หลอดเลือดสมองแตก (cerebral hemorrhage) บางคนอาจมีหลอดเลือดที่ผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งมีลักษณะเปราะบางแตกง่ายกว่าปกติ เมื่อโตขึ้นย่างเข้าวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว หรือวัยกลางคนก็ถึงจังหวะแตก เริ่มแรกผังหลอดเลือดปริ มีเลือดซึมออกเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะฉับพลันและรุนแรงต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ กินยาแก้ปวดไม่ทุเลา แต่ยังรู้สึกตัวดี ต่อมาก็จะแตก มีเลือดออกมาก ผู้ป่วยจะปวดรุนแรงมาก อาเจียน และหมดสติ หากเป็นตรงส่วนสำคัญ ก็จะเสียชีวิต แต่ถ้าเป็นตรงส่วนไม่สำคัญ แพทย์สามารถช่วยเยียวยาหรือผ่าตัดให้หายหรือรอดชีวิตได้ (ไม่มีอาการปวดตุบ ๆ หรือปวดขมับข้างเดียวเป็นครั้งคราวแบบไมเกรน)

4. ต้อหินเฉียบพลัน (acute glaucoma) มักพบในวัยกลางคนขึ้นไปที่มีโครงสร้างของลูกตาผิดปกติซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม ช่วงที่มีอาการกำเริบเนื่องเพราะน้ำเลี้ยงภายในลูกตาเกิดการอุดกั้น ทำให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มขึ้นฉับพลัน

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ กินยาแก้ปวดไม่บรรเทา ตาข้างที่ปวดมีอาการตาพร่ามัว ตาแดง (มีอาการปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน แต่ปวดหน่วงอย่างรุนแรงในลูกตามากกว่าปวดตุบที่ขมับ เป็นการปวดครั้งแรกที่พบในคนวัยกลางคนขึ้นไป) รักษาไมเกรน.

เหงือกอักเสบ เหงือกบวม เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพช่องปากที่เกิดขึ้นได้บ่อยกับคนทุกเพศทุกวัย

เหงือกอักเสบ เหงือกบวม เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพช่องปากที่เกิดขึ้นได้บ่อยกับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเป็นโรคที่อันตรายมากอีกด้วย โดยคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจและมองข้ามอาการเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไป เหงือกอักเสบ โดยคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยปล่อยทิ้งไว้เดี๋ยวคงหายไปเอง แต่แท้ที่จริงแล้วเหงือกบวมเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ที่สำคัญต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอีกด้วย ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลร้ายแรงได้ เหงือกอักเสบ.

เหงือกอักเสบ

เหงือกอักเสบ โดยเราจะมาทำความเข้าใจกันว่า เหงือกบวมคืออะไร เหงือกบวมเกิดจากอะไร และเหงือกบวมจะทำอย่างไรดี รวมถึงจะรักษาเหงือกบวมได้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน…
เหงือกบวมคืออะไร
โรคเหงือกอักเสบ หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีว่า โรคเหงือกบวม คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของเชื้อโรคที่สะสมรอบๆบริเวณฟัน ซึ่งเป็นปัญหาทางช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคปริทันต์ ทั้งยังเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอีกด้วย และถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน โดยไม่ทำการรักษาอาจลุกลามจนต้องถอนฟันทิ้ง หรืออาจก่อให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
เหงือกบวม
เหงือกบวมเกิดจากอะไร
โดยโรคเหงือกบวม หรือเหงือกอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เหงือกบวมเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ ได้แก่
- แบคทีเรีย ถ้ามีปริมาณมากอาจปล่อยสารพิษออกมาส่งผลให้เกิดอาการเหงือกบวมขึ้นได้
- คราบหินปูน เมื่อมีคราบหินปูนในปริมาณมากจะส่งผลให้เชื้อจุลินทรีย์เกาะบริเวณฟันมากขึ้น และความแข็งของหินปูนก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น จนทิ่มเหงือกส่งผลให้เกิดเหงือกบวม แดงขึ้นได้
- บุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีสารเร่งการเกิดคราบหินปูน
- พันธุกรรม
- โรคเบาหวาน
- ยาบางชนิด ได้แก่ ยาคุมกำเนิด ยาต้านอาการซมเศร้า ยาโรคหัวใจ และยาระงับอาการชัก เป็นต้น
- การขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี วิตามินซี และแคลเซียม อาจก่อให้เกิดโรคเหงือกบวมได้
- การดูแลรักษาความสะอาดทางช่องปากผิดวิธี จะทำให้ช่องปากกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดการสะสมของคราบหินปูนมากขึ้น เหงือกอักเสบ.

แก้ไข้หวัด เมื่อหน้าฝนมาเยือน โดนฝนกันบ่อย โรคภัยไข้เจ็บที่ตามมาคงหนีไม่พ้นโรคหวัด

แก้ไข้หวัด เมื่อหน้าฝนมาเยือน โดนฝนกันบ่อย โรคภัยไข้เจ็บที่ตามมาคงหนีไม่พ้นโรคหวัด โรคหวัดเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ในขณะที่ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ อาจเนื่องมาจาก การพักผ่อนไม่เพียงพอ แก้ไข้หวัด ความเครียด เมื่อเป็นโรคหวัด อาการที่เห็นได้ชัดเจนคือการมีไข้ ตัวร้อนแต่หนาว ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ รักษาเบื้องต้นคงต้องรักษาตามอาการที่เป็น ถ้าเป็นไข้ก็ทานยาลดไข้ ไอก็ทานยาแก้ไอ แต่ทราบไหมคะว่านอกจากยาแผนปัจจุบันแล้ว สมุนไพรแก้หวัด ที่เป็นสมุนไพรไทยของเรานี้ก็ช่วยบรรเทาอาการของหวัดได้เช่นกันคะ แก้ไข้หวัด.

แก้ไข้หวัด

แก้ไข้หวัด สมุนไพรแก้หวัด

ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก เทคนิคการชงชาแก้หวัด คือ ชงทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วค่อยนำมาดื่ม อาจใส่มะนาวฝานบางๆ ช่วยเพิ่มรสชาติและขณะดื่มก็ได้กลิ่นหอมจากเปลือกมะนาว ทำให้รู้สึกสดชื่น
ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ โดยการนำขิงแก่สดมาฝานเป็นแผ่นบางๆ หรือนำมาทุบให้แตกเล็กน้อย แล้วจึงนำไปต้มกับน้ำ ดื่มตอนอุ่นๆ แต่ไม่ควรใส่ขิงมากจนเกิดไป เนื่องจากขิงมีรสเผ็ดอาจทำให้ระคายเคืองคอมากขึ้น หรือจะนำขิงสดคั้นมาผสมกับน้ำผึ้งช่วยขับเสมหะ ลดอาการไอ แก้ไข้หวัด
กระเทียม มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด และยังป้องกันการเป็นไข้หวัดได้อีกด้วย โดยนำกระเทียมมาบุบให้แตก ชงในน้ำร้อนไว้ดื่ม หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่มะนาวหรือน้ำผึ้งก็ได้คะ
ตะไคร้ มีฤทธิ์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน มีสารต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ จึงสามารถบรรเทาอาการหวัดได้ โดยน้ำต้นไคร้สัก 2-3 ต้น บุบเล็กน้อยแล้วนำมาต้มน้ำ ทานเป็นชา กลิ่นหอมของตะไคร้สามารถช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ส่งผลดีต่อร่างกายอีกทางหนึ่ง
กระเจี๊ยบ ดอกกระเจี๊ยบมีสีแดง อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ช่วยสร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย ต้านหวัด ขับปัสสาวะ จากการวิจัยพบสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดการติดเชื้อ ลดปริมาณเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยนำดอกกระเจี๊ยบมาต้มน้ำดื่ม แล้วกรองเอาเนื้อทิ้ง เพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลเล็กน้อย เราก็จะได้ชากระเจี๊ยบที่มีสีแดง รสออกเปรี้ยวไว้รับประทาน ทำให้ชุ่มคอดีคะ แก้ไข้หวัด.

โรคไซนัส ไซนัสอักเสบเกิดได้อย่างไร

โรคไซนัส ไซนัสอักเสบเกิดได้อย่างไร
ไซนัสจะมีช่องทางติดต่อกับโพรงจมูกโดยผ่านทางรูเปิดธรรมชาติ โรคไซนัสอักเสบเกิดจากการอุดกั้นของรูเปิดระหว่างจมูกและไซนัสดังกล่าว ทำให้มีการคั่งของสารคัดหลั่งภายในไซนัส กลไกการพัดโบกของขนกวัดที่เยื่อบุไซนัสจึงผิดปกติไป และอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือร่างกายไม่สามารถสร้างสารคัดหลั่งของไซนัสที่ดีและมีคุณภาพในการต่อต้านการติดเชื้อได้ ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุไซนัสตามมา โรคไซนัส.

โรคไซนัส
โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลันหมายถึงมีการอักเสบของเยื่อบุไซนัสที่เป็นมาน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และอาการหายไปอย่างสมบูรณ์ ส่วนไซนัสอักเสบเรื้อรังคือ การที่มีเยื่อบุของไซนัสอักเสบเป็นระยะเวลามากกว่า 12 สัปดาห์ขึ้นไปทั้งๆ ที่ให้การรักษาโดยการให้ยาเต็มที่แล้ว โดยพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในเยื่อบุไซนัสของผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรังนั้น จะมีการอักเสบและการทำลายของเยื่อบุไซนัส และสูญเสียขนกวัดที่ทำหน้าที่กำจัดสารคัดหลั่งและสิ่งแปลกปลอม

 

สาเหตุของไซนัสอักเสบ โรคไซนัส
- การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลัน
- การติดเชื้อของฟันกรามแถวบน มักทำให้เป็นไซนัสอักเสบข้างเดียว
- การว่ายน้ำ ดำน้ำ โดยเฉพาะขณะมีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน
- สิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก มักทำให้เป็นไซนัสอักเสบข้างเดียว โดยเฉพาะในเด็ก
- การเปลี่ยนแปลงความดันของบรรยากาศภายนอกอย่างรวดเร็ว
- อุบัติเหตุของกระดูกบริเวณใบหน้า โรคไซนัส.

โรคหอบ อาการป่วยที่เกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่

โรคหอบ อาการป่วยที่เกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่  โอกาสเป็นโรคนี้มีมากน้อยแค่ไหน อาการบ่งชี้คืออะไร รู้ไว้ให้เข้าใจความเป็นไปของโรคจริง ๆ เข้าใจว่าหลายคนยังสงสัยภาวะของโรคหอบหืดกันอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าโรคหอบหืดกับโรคภูมิแพ้ใช่โรคเดียวกันไหม ยิ่งโรคหอบหืดก็เป็นหนึ่งในโรคที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์ทหารด้วยแล้ว วันนี้เรามาศึกษากันไว้ดีกว่าค่ะว่า ใครมีความเสี่ยงเป็นโรคหอบหืดสูงกันบ้าง อาการโรคหอบหืดคืออะไร รวมไปถึงการรักษาโรคหอบหืดควรใช้วิธีไหนดี โรคหอบ.

โรคหอบ

โรคหอบหืดคืออะไร ?

โรคหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ (asthma) คือ โรคระบบทางเดินหายใจชนิดหนึ่งซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดลม โดยเมื่อได้รับสารระคายเคืองหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หลอดลมจะเกิดภาวะตีบตัน อากาศจะเข้าสู่ปอดน้อยลง ทำให้หายใจลำบาก หอบ และเหนื่อยง่าย

และเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้รอบข้าง หรือสารกระตุ้นใด ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ก็อาจจะเกิดอาการดัง 3 ลักษณะนี้ จนทำให้กล้ามเนื้อหลอดลมตีบตัน

1. การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม
2. การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
3. เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ในหลอดลม

โรคหอบหืด

สาเหตุของโรคหอบหืด

โรคหอบหืด เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย ประมาณร้อยละ 10-15 ของประชากร สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอาจแบ่งออกได้ 7 ปัจจัยดังต่อไปนี้

1. พันธุกรรม

แม้โรคหอบหืดจะไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรงเสมอไป แต่คนที่มีอาการหอบจับ และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ค่อนข้างสูง

2. สิ่งกระตุ้นต่าง ๆ

โดยเฉพาะสิ่งกระตุ้นประเภทสารก่อภูมิแพ้ เช่น ควันบุหรี่ ควันพิษจากสิ่งแวดล้อม ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น ละอองจากซากแมลงสาบ เกสรดอกไม้ ละอองเชื้อรา ขนหรือสะเก็ดรังแคผิวหนังของสัตว์เลี้ยง อาหารบางชนิด สารเคมีในที่ทำงาน หรือการเป็นหวัด

3. การออกกำลังกายอย่างหักโหม

โดยเฉพาะการออกกำลังหนัก ๆ ในสถานที่ที่มีอากาศหนาวแย็นและแห้ง

4. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

เมื่อร้องไห้หรือหัวเราะอย่างหนัก หรือแม้แต่รู้สึกเครียดก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาหารหอบหืดได้เช่นกัน

5. การเปลี่ยนแปลงทางอากาศ

ในเวลาที่ฝนใกล้จะตก หรือในช่วงที่อากาศเย็นจัดและแห้งแล้ง ก็อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดได้

6. พฤติกรรมมารดาในช่วงตั้งครรภ์

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งท้อง ก็มีส่วนเพิ่มโอกาสให้ลูกในครรภ์มีโรคหอบหืดติดตัวมาตอนคลอดได้

7. ติดเชื้อไวรัส

โรคหอบหืดอาจเกิดขึ้นกับคนที่ไม่เคยเป็นโรคหอบหืดและไม่เคยมีประวัติของโรคนี้มาก่อน โดยมาเป็นหอบหืดหลังจากติดเชื้อไวรัสบางชนิด

โรคหอบหืด

อาการหอบหืด สังเกตได้จากอะไร

อาการหอบหืดมีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน จำแนกได้ตามระดับความรุนแรงของอาการ ซึ่งมีตั้งแต่อาการหอบหืดไม่รุนแรง ปานกลาง และหนัก โดยสังเกตได้จากอาการเบื้องต้นดังนี้

- ไอ หอบไอ
- แน่นหน้าอก
- หายใจมีเสียงหวีด
- หายใจสั้นและลำบาก

อาการหอบหืดดังกล่าวมักจะเป็น ๆ หาย ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วอาการหอบไอจะค่อนข้างหนักในตอนเช้า เวลาวิ่งเล่น ออกแรงมาก ๆ และตอนกลางคืน หรือในช่วงที่สัมผัสกับสิ่งที่แพ้หรือระคายเคือง โรคหอบ.

โรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าภาวะปกติ

โรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าภาวะปกติ โรคหอบหืด ทำให้หลอดลมของผู้ป่วยหดเกร็ง มีขนาดตีบแคบลง และมีอาการบวม เนื่องจากมีการอักเสบ รวมทั้งจะมีการสร้างเสมหะมากกว่าปกติ โรคหอบหืด.

โรคหอบหืด

โรคหอบหืด อาการจับหืด คือ มีอาการหอบ ไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจขัด เสียงหายใจมีเสียงดังหวีด อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ และเป็นเรื้อรัง

อาการจับหืดมักเกิดในตอนกลางคืน หรือเมื่อมีการสัมผัสกับสิ่งที่แพ้หรือระคายเคือง

เมื่อเด็กอยู่ในภาวะปกติหรือเมื่อได้รับการรักษาแล้ว เด็กจะดูเหมือนเด็กปกติทั่วไป และอาจตรวจไม่พบอาการผิดปกติเลยก็ได้

สาเหตุของโรค โรคหอบหืด

1. พันธุกรรม โรคหอบหืดไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรงเสมอไป แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการหืดจับร่วมกับมีประวัติโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดในครอบครัว ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเป็นโรคนี้

2. สิ่งกระตุ้นต่างๆ อาจเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรฝุ่น ละอองซากแมลงสาบ เกสรดอกไม้ ละอองเชื้อรา ขนหรือสะเก็ดรังแคผิวหนังสัตว์เลี้ยง อาหารบางชนิด ควันบุหรี่ ควันพิษจากสิ่งแวดล้อม หรือการเป็นหวัด

3. การออกกำลังกายอย่างหักโหม

4. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

5. การเปลี่ยนแปลงด้านอากาศ เช่น เวลาใกล้ฝนตก อากาศเย็นจัดและแห้งแล้ง

ผลของโรคหอบหืดในเด็ก

ในเด็กที่มีอาการไม่มาก จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อชีวิตประจำวัน การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการอาจจะมีความจำเป็นเฉพาะเวลาที่มีอาการจับหืดเท่านั้น

ส่วนในเด็กที่มีอาการของโรคหอบหืดที่มีอาการรุนแรงและเป็นบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่ออารมณ์ จิตใจ การเรียน และการดำรงชีวิตประจำวันได้มาก อาจต้องขาดเรียนบ่อย ทำให้ผู้ป่วยกลัวเรียนไม่ทันเพื่อนๆ อาจถูกห้ามเล่นกีฬาหรืองดกิจกรรมการเล่นบางอย่าง อาจทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง

ดังนั้นเด็กที่เป็นโรคหอบหืดจึงควรได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อเนื่องจากแพทย์ ทีมงาน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง คุณครู

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีอาการหอบ

1. ถ้ามีอาการหอบในช่วงกำลังวิ่งเล่น หรือมีอาการเหนื่อย ควรหยุดเล่นหรือออกกำลังกายทันที

2. สงบสติอารมณ์ อย่ากลัวหรือตกใจจนเกินไป

3. หายใจเข้าอย่างปกติ และหายใจออกทางปาก โดยห่อปากขณะเป่าลมหายใจออก ค่อยๆ เป่าลมหายใจออกอย่างช้าๆ ทีละน้อยให้นานมากที่สุด

4. สูดยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็ว อย่างถูกต้องตามวิธีการ

5. ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ

6. ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่แนะนำตามแนวทางการดูแลรักษาที่บ้านควรรีบพบแพทย์

ผู้ป่วยโรคหอบหืดควรปฏิบัติตัวอย่างไร

1. หลีกเลี่ยงสารที่แพ้ จำให้ขึ้นใจว่าตัวเองแพ้อะไร และต้องรู้ว่าตนเองต้องใช้ยาอะไรเวลามีอาการจับหืด ควรรู้จักชื่อของยาที่ใช้ประจำ

2. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่

3. ควรดูแลสุขภาพให้ดี กินอาหารให้ครบหมู่ ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้มีอาการหวัดเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ ซึ่งจะทำให้อาการโรค

4. ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส ขจัดความกังวล อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงมากๆ จะทำให้มีอาการจับหืดได้

5. เด็กที่มีอาการไอหรือจับหืดอยู่ ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด กินของเย็นจัด เพราะอาจจะทำให้อาการไอแย่ลงได้

6. กินหรือใช้ยาตามที่แพทย์ประจำแนะนำ อย่าหยุดยาเองหรือซื้อยามากินเองโดยไม่รู้จักยา และควรมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง โรคหอบหืด.